นักกฎหมายที่ผมอยากพูดถึง

อ.มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ concept ของท่านที่ผมจำได้ คือ โจรฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนใหม่ จึงเรียกรัฐธรรมนูญนั้นว่า รัฐธรรมนูญโจร และเรียกร้องว่าอย่ายอมรับสิ่งใดใด ในรัฐธรรมนูญโจร ผมฟังแล้วก็แอบค้านในใจว่าไม่น่าจะทำได้ สุดท้ายฝ่ายการเมืองก็เข้าสู่การเลือกตั้งภายใต้ รัฐธรรมนูญโจร ลุงหมัก ได้เป็นนายกฯ


คณะนิติราษฏร์ เสนอลบผลพวงจากการรัฐประหาร2549 ทำเท่าที่ทำได้และจำเป็น ผมฟังแล้วตอบคำถามได้เลยครับว่าเราจะต่อต้านรัฐธรรมนูญโจรที่อ.มานิตย์เรียกได้อย่างไร ถ้าจะทำ อันนี้สมเหตุสมผล อยู่บนหลักการ แต่ว่าจะฝ่ายอำนาจมืด และเสียงนกกา เข้าไปทำสำเร็จหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ

อีกคนนึงครับ ผมพลาดไม่ได้ฟังสดตอนที่ท่านไปเสวนากับนิติราษฎร์ ผ่านไปปีกว่า ๆ แล้วครับ ถึงได้ฟัง
อ.สถิตย์ ไพเราะ


ฟังสนุกครับ หายง่วง พูดดีมีหลักการ เข้าใจหาคำตอบ สำหรับคำถามยาก ๆ ได้ดีครับ

Sasin Chalermlarp

ผมรู้จัก คุณ ศศิน เฉลิมลาภ ครั้งแรกจาก คลิปด้านล่างนี้ครับ รู้สึกว่าเค้าวิเคราะห์ได้ดี มีเหตุผล รู้จักภูมิประเทศดี และรู้ว่าอุทกภัยครั้งนี้ใหญ่มาก ประกอบกับเป็นคนจาก มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยิ่งทำให้ผมรู้สึกนับถือเชื่อถือมากขึ้น




ผมรู้จักคุณ สืบ นาคะเสถียร เพราะคุณสืบเสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายที่ยิ่งใหญ่ แล้วน้าแอ๊ดแต่งเพลงนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมคิดว่าคนที่ทำงานที่นี่ก็คงเป็นคนที่มีอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับ พี่สืบ นาคะเสถียร

ต่อมาผมก็ไม่ค่อยได้ติดตามการวิเคราะห์ของคุณ ศศิน เฉลิมลาภ มากสักเท่าไหร่ แต่ก็พอรู้ว่าพี่เค้าเดินสายไปตามทีวีต่าง ๆ มาก แล้วก็ยังได้วิเคราะห์และนำเสนอผ่าน facebook ของตัวเองด้วย

ล่าสุด คุณ ศศิน เฉลิมลาภ ได้โพสข้อความดังนี้


Sasin Chalermlarp
ก่อนนอนนะครับ ผมทบทวนความเชื่อของตัวเองว่า ผมคิดว่ากรุงเทพน่าไม่รอดด้วยปริมาณน้ำขนาดนั้น และประมาทฝีมือคนทำงาน แต่เอาจริงๆแล้วเขาลึกล้ำกว่าเรา แมนยำเทคนิคข้อมูลกว่าเรามาก คนทำงานหน้างานมีความรู้พอ ที่จะทำอย่างไรให้วิกฤติลดลงตามกรอบคิดของกรมชลได้มากกว่าที่เราคิดแบบชั้นเดียว คือการนำน้ำผ่านเมืองตามคลองบางส่วน ออกทุ่งตะวันออกมากๆ แต่ต้องทำความเข้าใจและเร่งจัดการอุปสรรค์เช่นมอเตอร์เวย กับ บางนาตราด ผ่านมันให้เร็วก่อนท่วมสุวรรณภูมิ อะไรงี้ กั้นคันสองชั่น ถ้าไม่ไหวเอาถนนสูงๆมาสำรองเช่นแจ้งวัฒนะ แต่คนทำงานเขารู้มากกว่ามาก เขาเอาน้ำไปแขวนไว้รังสิตตามคลองต่างๆสำเร็จ และไม่รู้ว่ารู้ได้ไงว่าน้ำจะมาบวมทางตะวันตกมากกว่า เบี่ยงน้ำที่จะโจมตีคันหลักหกและลำลูกกาอย่างอยู่หมัด แต่พอพลาดที่พหลโยธินเข้ามาพลักๆ ก็ใช้บิ๊กแบ็ค ทัน อะไรแบบนี้ ผมรู้สึกว่าเป็นหนึ่งเดือนที่เราพูดอะไรไม่ฉลาดมากไปหรือเปล่า..แต่ก็เชื่อว่าคนหน้างานเขาหนักและหวังดีจริงๆ พรุ่งนี้จะสำรวจยุดยามาเล่าให้ฟังครับ

สุดท้ายผมก็คิดไม่ผิดจริง ๆ คนทำงานให้พี่สืบ นับถือได้

รีรัน กระทู้ในตำนานของท่านมหาชำร่วย -- ย้อนรอยเปิดปูมมืด ปชป ต้อนรับสาวกแมงสาป

ย้อนรอยเปิดปูมมืด ปชป. 64 ปี แห่งความเคลือบแคลง

สำหรับบางท่านที่คลิกเข้าไปดูไม่ได้ ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด (ซึ่งเราก็ไม่ทราบอ่ะนะคะ) เราจะโควท บางคอมเม้นท์ที่เป็นยาชั้นดี ในการกำจัดแมงสาปมาให้อ่านกัน ส่วนฉบับเต็ม ตามลิงค์ด้านบนค่ะ
............................................................
เริ่มจากต้นเรื่องเลยค่ะ โพสท์ท่านมหาชำร่วย

ถ้าเราย้อนกลับไปดูความเป็นมาและเป็นไปของพรรคประชาธิปัตย์ตลอดระยะเวลา
64 ปีของชีวิตพรรค เราจะพบว่าพรรคการเมืองพรรคนี้มีแผลเป็นด่างพร้อยติดตัว
ให้ได้เกิดความเคลือบแคลงกันตลอดมากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว หรือพูดได้ว่าตลอด
ชั่วชีวิตของพรรคเลยทีเดียว

เริ่มจากการก่อตั้งพรรคเมื่อ วันที่ 6 เมษายน 2489 โดยมี นายควง อภัยวงศ์ เป็น หัวหน้าพรรค
มี มรว.เสนีย์ ปราโมช เป็นรองหัวหน้าและ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นเลขาธิการพรรคคนแรก
ในครั้งนั้นว่ากันว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นมาภายใต้ระบอบ
ประชาธิไตยและเป็นพรรคฝ่ายค้านนั้น มีส่วนรู้เห็นในการทำรัฐประหารเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490
ซึ่งมี พลโทผิน ชุณหะวัณ เป็นหัวหน้าคณะ ฯและได้เข้ายึดอำนาจรัฐบาลซึ่งมีพลเรือตรี ถวัลย์
ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ โดยในคืนวันที่ 7 พฤศจิกายน 2490 ทางพรรค
ประชาธิปัตย์ได้จัดการการกุศลชื่อ “เมตตาบันเทิง” ขึ้นที่สวนอัมพร ซึ่งเป็นงานเต้นรำการกุศล
ซึ่งในคืนนั้นมีไฮไลท์อยู่ที่ฉากของพลเรือตรี ถวัลย์ และนายควง อภัยวงศ์ ผู้นำฝ่ายค้าน คู่กัดที่
ขัดแย้งกันอย่างเข้มข้น ได้ร่วมกันนั่งรถสามล้อวน ไปรอบ ๆ เวทีเต้นรำสวนอัมพร ทำเอา
ผู้คนต่างพากันโล่งอกคิดว่าการปรองดองน่าจะเริ่มต้นขึ้นแล้วในคืนนั้น

แต่การณ์กลับไม่ใช่อย่างที่เห็น เมื่อนายทหารคนสนิทแอบมากระซิบบอกหลวงธำรงค์เสียก่อน
ว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนล่อให้หลวงธำรงค์เข้ามาติดกับเพื่อจะได้จับกุมตัวและเข้าสู่การรัฐประหาร
ซึ่งก่อนหน้านี้ ร้อยเอก ขุนปรีชารณเสฏฐ์ นำกำลังทหารหน่วยปืนต่อสู้อากาศยานและ ร.1 พัน 3
ไปจับกุมหลวงธำรงค์มาแล้ว ที่บ้านพักถนนราชวิถี จึงเป็นที่มาของการหลบหนีของหลวงธำรงค์
ซึ่งก่อนหน้าที่หลวงธำรงค์จะหลบไปนั้น ท่านได้ทิ้งคำสาปแช่งนายควงและพรรคประชาธิปัตย์ไว้
อย่างที่ผมเคยเล่าไปแล้วครั้งนึงที่นี่

นอกจากนั้นยังได้มีการนำเอารัฐธรรมนูญที่เรียกกันว่า “รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม” ขึ้นมาใช้ปกครอง
ประเทศซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่พันเอก กาจ กาจสงคราม รองหัวหน้าคณะปฏิวัติของพลโทผิน
ได้ร่วมกันกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งกระนั้นร่างขึ้นมาแล้วเอาไปซ่อนไว้ใต้ตุ่มกันไม่ให้
ใครมาพบเข้า

คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้แอบร่างกันขึ้นมาก่อนการทำรัฐประหาร คนกลุ่มนี้มีรายชื่อเช่น
มรว. เสนีย์ ปราโมช รองหัวหน้าพรรคและ มรว. คึกฤทธิ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์, นายเลื่อน
พงษ์โสภณ สส.พรรคประชาธิปัตย์, พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ อธิบดีศาลฎีกา, พระยารักตประจิต-
ธรรมจำรัส อดีตกรรมการศาลฎีกา, พันเอก สุวรรณ์ เพ็ญจันทร์ เจ้ากรมพระธรรมนูญทหารบก,
ร้อยเอก ประเสริฐ สุดบรรทัด และนายเขมชาติ บุญยรัตพันธ์ ซึ่งต่อมานาวาอากาศเอกกาจ หรือ
แกนนำคณะรัฐประหารและผู้อำนวยการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้
เพิ่มอำนาจบริหารให้แก่พระมหากษัตริย์มากขึ้น ... สมใจ Loyalist อย่าง มรว.คึกฤทธิ์ ท่านละ

และจากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล โดยมีนายควง อภัยวงศ์เป็นนายก ฯ แต่ก็เป็น
ได้แค่ 5 เดือน นายควงก็ถูกเขี่ยกระเด็นให้พ้นทางและจอมพล ป. ก็ขึ้นมานั่งเก้าอี้นายก ฯ แทน

เรียกได้ว่า พรรคนี้เริ่มสกปรกและเป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่เริ่มแล้ว

ที่น่าจดจำอีกเรื่องนึงก็คือ เรื่อง สปก.4-01 ที่ภูเก็ต เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2537 เมื่อนายสุเทพ
รมว.กระทรวงเกษตร ฯ ในขณะนั้น ได้มอบเอกสารที่ดิน ส.ป.ก.ให้กับเกษตกรผู้ยากไร้ที่ดินทำกินจำนวน
592แปลง จำนวน 489 ราย เป็นพื้นที่ดินทั้งสิ้น 10,000 กว่า ไร่ ทั้งพื้นที่ป่าเขาสามเหลี่ยม ป่าเทือกเขา
กมลา และป่าเทือกเขานาคเกิด จากการตรวจสอบพบว่า มีตระกูล”นายหัว”ในภูเก็ตจำนวน 11 ตระกูล
ที่ได้รับเอกสารสิทธิ ฯ นี้ ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ตระกูลเทพบุตร ซึ่งนายทศพร เทพบุตรซึ่งเป็นสามีของ
นางอัญชลี เทพบุตร ขณะเป็นเลขานุการของนายสุเทพ ได้รับแจกที่ดิน สปก.4-01 กับเขาด้วย

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.50 ศาลจังหวัดภูเก็ตได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาพิพากษายืนคำพิพากษา
ศาลอุทธรณ์ขับไล่นายทศพรและบริวารออกจากที่ดิน สปก.4-01 ก.เลขที่ 140 อ.เมือง จ.ภูเก็ต เนื้อที่
98 ไร่ 1 งาน 7 ตรว.

คนรับถูกขับไล่และยึดคืนที่ดิน ซึ่งแสดงชัดแล้วว่าได้รับมาโดยมิชอบ แต่ไอ้คนที่แจกโดยมิชอบ
ยังเดินพุงพลุ๊ยเข้า – ออก ทำเนียบรัฐบาลอยู่จนทุกวันนี้ ผมว่ามันเป็นการซ้ำเติมพรรคของตัวเอง
ให้แปดเปื้อนโดยไม่จำเป็นอีกเรื่องนึง คนก็เลยเข้าใจในชั้นแรกนี้แล้วว่า เป็นเพราะความมีเส้น
พรรค ๆ นี้จึงยังรอดการพิจารณาในความผิดฉกรรจ์มาได้อีกครั้งนึงโดยปลอดภัย

ถัดมาก็เป็นสมัยที่มอมแมมค่อนข้างมากเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 ซึ่งผมคงไม่ต้องเล่าอะไร
เพิ่มเติมให้เสียเวลา เอาเป็นว่าจนกระทั่งวันนี้ ... ผลทางคดี ปรส. ภายใต้การนำระบบการคลัง
โดย รมว.กระทรวงการคลังจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น ก็ยังคลุมเครือ หาตัวคนผิดยังไม่ได้เช่นเคย
จะมีคนรับหน้าก็เห็นแค่ นายอมเรศ ศิลาอ่อน ในฐานะประธาน ปรส.เท่านั้นที่คดียังอยู่ในศาลและ
ก็ให้คาดหวังได้อีกเช่นเคยว่า ความผิดทั้งหมด (ถ้ามี) ก็คงจะสาวไปไม่ถึงระดับพรรคอีกเช่นเคย
ความสงสัยและเครื่องหมาย “?” แทบจะติดอยู่ตรงหน้าผากจนเกือบจะกลายเป็นโลโก้ของพรรค
ไปแล้วละครับ

... ผมเริ่มเชื่อข่าวลือแล้วว่า เทพยดาฟ้าดินไม่เคยทอดทิ้งร่างทรงชั้นดีอย่างประชาธิปัตย์ ...

จริง ๆ แล้วยังมีเรื่องราวปริศนาอีกมากมายที่หาตัวผู้กระทำความผิดไม่ได้ ฟังผ่าน ๆ แล้ว
เหมือนจะคล้ายสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้ายังไงไม่รู้ ผมจะยกตัวอย่างเฉพาะสมัยที่นายชวน
แกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดูกันก่อน ซึ่งผลงานการรวบรวมนี้เป็นเครดิต
ของ "คุณหนุ่มฝั่งธน ฯ" ครับ
ซึ่งต้องขอขอบคุณเป็นอย่างมาก

1.มีการรับสินบนตัดไม้สักจากป่าสาละวินเข้าไปให้นายกรัฐมนตรีเพื่อบริจาคให้ กองทุนไทยช่วยไทย
เมื่อ กุมภาพันธ์ 2541 แต่รัฐบาลไม่สามารถสืบค้นและจับกุมผู้บงการตัดไม้ป่าสาละวินที่แท้จริงได้

2. เตรียมการฮั้วการประมูลของเอกชน 8 รายโครงการสื่อสัญญาณความเร็วสูงหรือ SDH มูลค่า
หมื่นล้านบาทขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่ นายสุเทพ
นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการฯ แต่ถูกเปิดโปง จึงระงับไว้ก่อน แต่ต่อมาใน 9 พฤศจิกายน 2543 ก่อนที่
นายกฯชวนจะประกาศยุบสภาเพียง 5 ชั่วโมง องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในยุคที่ สุเทพ
เทือกสุบรรณเป็น รมว.คมนาคม ได้เปิดไฟเขียวให้ สมบัติ อุทัยสาง ประธานคณะกรรมการ ทศท.
และสุธรรม มลิลา ผอ.ทศท. ทายาท สุเทพ เทือกสุบรรณ เซ็นสัญญาพร้อมจัดหา และติดตั้งอุปกรณ์
โครงการขยายโครงการข่ายสัญญาณความเร็วสูงทั่วประเทศ (เอสดีเอช.หรือที่แปลงโฉมเป็น TNEP.
นั่นเอง) มูลค่าถึง 7,500 ล้านบาท

3. กันยายน 2541 มีการขุดคุ้ยให้สาธารณชนรับรู้ถึงความผิดปกติของโครงการผักสวนครัวรั้วกินได้
ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของ วิรัช รัตนเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จากพรรค
ชาติไทย ที่นำเงินงบประมาณ 500 ล้านบาทมาจัดซื้อเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัว เช่น มะเขือเปราะ
พริกขี้หนู บวบ เป็นต้น เพื่อนำไปให้ชาวบ้านปลูกไว้กินเอง โครงการนี้ถูกตรวจสอบพบว่าใช้วิธีพิเศษ
เมื่อถูกเปิดโปงก็ทำให้ วิรัช รัตนเศรษฐ์ ลาออกจากเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยทั้งน้ำตา และถึงวันนี้ยังไม่สามารถ
หาผู้ทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย และไม่ได้รับการเอาใจใส่ติดตามจากผู้นำรัฐบาลแม้แต่น้อย

4. พฤศจิการยน 2541 โครงการของงบประมาณจัดซื้อยาให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศวงเงิน 1,400 ล้าน
โดยการอนุมัติ รักเกียรติ สุขธนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พรรคกิจสังคม ถูกเปิดโปงออกมา
โดยที่นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ผู้ซื่อสัตย์ออกมาปกป้องอย่างออกหน้าออกตา ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฎ
ทั้งราคาในการจัดซื้อยาเวชภัณฑ์ที่แพงกว่าปกติ และผลิตภัณฑ์บางชนิดที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานกดดัน
ให้ รักเกียรติ สุขธนะ ต้องยอมลาออกจากเก้าอี้รัฐมนตรีไปอีกคนอย่างไม่ค่อยเต็มอกเต็มใจนัก

5. กลางปี 2542 มีการโกงการเลือกตั้งสมาชิกเทศบาลนคร จังหวัดสมุทรปราการ ครั้งมโหฬารถึงขั้นต้อง
ให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ โดยหัวหน้าผู้สมัครทีมหนึ่งซึ่งปํนลูกชายของ นายวัฒนา อัศวเหม รัฐมนตรีช่วย
กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้มีบุญคุณต่อพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สามารถจัดตั้ง
รัฐบาลชวน 2 เป็นผลสำเร็จ

6. ตุลาคม 2542 มีการเปิดโปรงขบวนการค้าซีดีเถื่อน ซึ่งคนของรัฐบาลได้ใช้ บ้านพิษณุโลกอันเป็น
บ้านพักของนายกรัฐมนตรี เป็นสถานที่เก็บซีดีเถื่อนก่อนกระจายสู่ท้องตลาด จนขยายผลสู่การทลาย
แหล่งผลิตซีดีเถื่อนแหล่งใหญ่ในบริเวณท่านน้ำเมืองนนท์ ร้านที่ตรวจพบซีดีเถื่อนเป็นของส.ส.พรรคร่วม
รัฐบาล สังกัดกลุ่มงูเห่า

7. พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทย ถูกคณะกรรกมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ
กรณีจงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่เป็นเท็จ ไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงิน 45 ล้านบาท เพราะ
ไม่มีที่มาที่ไปของเงินชัดเจน ก็สะท้อนถึงการทุจริตคอรัปชันที่กลาดเกลื่อนในรัฐบาลชวน 2 ได้อย่าง
แจ่มชัด

8. กรณีของพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ยังมีเรื่องคฤหาสน์ 3 หลังในพื้นที่ป่าเมืองกาญจนบุรี เหนือเขื่อน
ศรีนครินทร์ ที่กรมป่าไม่ตรวจสอบพบว่าบุรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติเป็นการจับจองที่ดิน สาธารณะโดยมิชอบ
ที่เกี่ยวโยงกับ ประหยัด เวสสบุตร ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี และ ดิเรก อุทัยผล อดีตผู้ว่าราชการกาญจนบุรี
ซึ่งล้วนเป็นคนไกล้ชิดของพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ กระทั่งถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปนำผู้กระทำ
ผิดกฎหมายมาลงโทษได้

9. กรณีซื้อขายตำแหน่งสำนักงานรพช. ที่ถูกเปิดโปงในเดือนกันยายน 2541 เริ่มต้นจากการจับกุม
น.อ.ธาตรา ธารบุญ จากนั้นขยายผลสู่การจับกุม จ.ส.ต.สุวิทย์ มลธุรัช คนขับรถของเสธ.หนั่น และ สันติ
เกรียงไกรสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เพราะผลตรวจสอบพบว่ามีการอ้างชื่อ ฉวีวรรณ ขจรประศาสน์
ภรรยา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เข้าไปเกี่ยวข้อง

10. กรณีผืนป่าท่าชนะ จังหวัดสุราษฏร์ธานี พบว่าป่าได้ถูกทำลายไป422 ไร่ ต้นไม้ถูกตัดโค่น 1,293 ต้น
เมื่อเดือนมีนาคม 2543 จนข้าราชการกรมป่าไม้ด้วยกันทนไม่ไหว พยายามนำข้อเท็จจริงของการทำลายป่า
ครั้งนี้ออกมาเปิดเผย เรื่องจริงร้อนถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เพิ่งรอดจากการไม่ถูกสั่งฟ้องในความผิดฐาน
ไม่สั่งเพิกถอนสัมปทานพื้นที่ ป่าสงวนป่าท่าชนะ และเปลี่ยนพื้นที่สัมปทานโดยไม่ได้นำเสนอรับอนุมัติจาก
ครม. ซึ่งพื้นที่เปลี่ยนแปลงเกิน 2,000 ไร่ กลุ่มผู้ที่ลักลอบตัดไม้ครั้งนี้เป็นกลุ่มนายทุนท้องถิ่นที่มีสายสัมพันธ์
ทางผลประโยชน์กับแกนนำ ปชป. มีการวิ่งเต้นจนอัยการสั่งไม่ฟ้อง

ไล่มาเรื่อย ๆ จวบจนปัจจุบัน ขนาดรับเงินที่พ่อค้ามันลงขันมาให้ตั้ง 258 ล้าน ศาลยังเมตตาไม่
แม้จะวินิจฉัยในประเด็นพยานและหลักฐานเลย กลับตัดบทล้มคดีมันซะใครจะทำไม เพราะพารานี้
กูย่อมใหญ่กว่าใครทั้งปวง คำวินิจฉัยก็ดันทักท้วงไม่ได้ เหมือนผู้ใหญ่ถือหางสนับสนุนให้เด็กออกไป
ทำสิ่งเลว ๆ นอกบ้านจนคนเขาเอือมระอากันไปทั้งบาง หากรัฐบาลทักษิณชั่วช้าจริง ๆ อย่างที่เขาว่า
ผมว่าไอ้พรรคบ้านี่เหนือระดับกว่าเป็นร้อยเท่า และเขารักษาความเคลือบแคลงมาได้อย่างสม่ำเสมอ
และนานแสนนานถึงกว่าครึ่งศตวรรษ เรียกว่าเป็นตำนานมืดก็คงจะไม่เกินไป

... ขอให้รอดไปให้ได้ตลอดเถอะ วันไหนเขาทิ้งละก็ เคลียร์ไม่ไหวเชียวแก ...

สื่อชั่วขี้ข้าเผด็จการมันยังเสี้ยมไม่เลิก

ยูเอ็น เรียกร้องช่อง 'ไทยอาเซียนนิวส์เน็ตเวิร์ค' ถอนข่าว หลังบิดเบือนคำพูดเลขาธิการ UNESCAP

Wed, 2011-10-26 00:45

สหประชาชาติ เรียกร้องสถานีโทรทัศน์ 'ไทยอาเซียนนิวส์ เน็ตเวิร์ค' ถอนรายงานข่าวน้ำท่วม ที่บิดเบือนคำพูดของ เลขาธิการคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP) ว่าติเตียนรัฐบาลไทยในการ จัดการปัญหาภัยพิบัติ

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา (21 ต.ค. 54) องค์กรสหประชาชาติ หรือยูเอ็น (United Nations) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้อง ให้สถานีโทรทัศน์ 'ไทยอาเซียนนิวส์ เน็ตเวิร์ค ถอดถอนข่าวน้ำท่วม ที่นำเสนอการบิดเบือนคำพูดของ ด็อกเตอร์ โน ลีน เฮย์เซอร์ เลขาธิการคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ ว่าติเตียน รัฐบาลไทยในการจัดการน้ำท่วม

ดร. เฮย์เซอร์ระบุในแถลงการณ์ว่า การบิดเบือนคำพูดดังกล่าว เป็นสิ่งตรงกันข้ามกับความสมานฉันท์และความสนับ สนุนของสหประชาชาติที่มีต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน

"การอ้างคำพูดดังกล่าวผิดอย่างสิ้นเชิง สะท้อนมาตรฐานของการทำงานข่าวที่ตกต่ำ ซึ่งควรทำหน้าที่สะท้อนความ จริง" ดร. เฮย์เซอร์กล่าว

แถลงการณ์ดั้งเดิมของยูเอ็นเอสแคป ที่ออกเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม และ 'ไทยอาเซียนนิวส์เน็ตเวิร์ค' นำไปออก อากาศนั้น มีข้อความการแสดงความเสียใจและแสดงความสมานฉันท์จากองค์กรสหประชาชาติ ต่อเหยื่อที่ประสบ เหตุอุทกภัยในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ

นอกจากนี้ ยังระบุว่า หน่วยงานต่างๆ กว่า 20 หน่วยของสหประชาชาติ ภายใต้กลไกการประสานงานระดับภูมิภาค กำลังวางแผนดำเนินงานร่วมกับอาเซียนในระหว่างปี 2011-1015 ในการจัดการและป้องกันภัยพิบัติระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ไม่มีคำตำหนิหรือติเตียนรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาน้ำท่วมในแถลงการณ์ดังกล่าวของ UNESCAP ตามที่ 'ไทยอาเซียนนิวส์ เน็ตเวิร์ค' นำไปรายงานแต่อย่างไร

เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ที่ผ่านมาสถานีข่าว 'ไทยอาเซียนนิวส์ เน็ตเวิร์ค' ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ภาษาอังกฤษ ที่ออก อากาศผ่านดาวเทียมเอเชีย แซตเทลไลท์ เทเลวิชั่น หรือ เอเอสทีวี จึงได้ทำการแก้ไขข่าวดังกล่าว และระบุว่า คำ พูดดังกล่าว มาจากเจอรี เวลาสเคซ ซึ่งเป็นผู้ประสานงานอาวุโสระดับภูมิภาคของหน่วยยุทธศาสตร์นานาชาติเพื่อ บรรเทาภัยพิบัติ แห่งสหประชาชาติ

ไทยอาเซียนนิวส์ เน็ตเวิร์ค ยังได้ตีพิมพ์คำขอโทษ และย้ำว่า ข้อผิดพลาดดังกล่าวที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นความตั้งใจแต่ อย่างไร

จุดจบของเผด็จการ



นายมาห์มูด จิบริล รักษาการณ์นายกรัฐมนตรีลิเบีย ยืนยันว่าพ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบีย เสียชีวิตแล้วจริง ระหว่างการปะทะระหว่างกองทัพผู้ภักดีต่อเขา และกองทัพของสภาถ่ายโอนอำนาจ (เอ็นทีซี) ในช่วงการบุกโจมตีเมืองเซิร์ต โดยเขาถูกยิงเข้าที่ศีรษะ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตก่อนเดินทางถึงโรงพยาบาล

โดยสื่อต่างๆได้นำภาพของ พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบีย หลังถูกสังหารถูกนำมาเผยแพร่ เป็นภาพกัดดาฟีมีเลือดตามใบหน้าและคอ นอกจากภาพนิ่งแล้วยังมีวิดีโอคลิปที่ระบุว่าเป็นภาพของกัดดาฟีหลังถูกสังหารโดยกองกำลังปฏิวัติอีกด้วย ภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ถ่ายจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าขณะที่ถ่ายภาพนั้นกัดดาฟียังมีลมหายใจอยู่หรือไม่

ส่วนที่เมืองเซิร์ท บ้านเกิดของกัดดาฟี และกรุงตริโปลี ประชาชนและนักรบกองกำลังปฏิวัติต่างออกมาโห่ร้องและยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อแสดงความยินดีที่กัดดาฟีถูกสังหาร

ด้านกองกำลังขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโตเข้าร่วมประชุมฉุกเฉินในเวลาต่อมา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการหารือเพื่อเตรียมประกาศการยุติการโจมตีลิเบีย ด้านนายอันเดอร์ส โฟก์ ราสมุสเซ็น เลขาธิการนาโต กล่าวว่า การเสียชีวิตของนายกัดดาฟี หลังจากขึ้นครองอำนาจมานานถึง 42 ปี เขาเรียกร้องให้ชาวลิเบียร่วมจับมือกันและสร้างอนาคตที่สดใสยิ่งกว่า

ด้านนายจิบริล กล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่กรุงทริโปลี เพื่อยืนยันการเสียชีวิตของพ.อ.กัดดาฟีอย่างเป็นทางการ โดยเขาระบุว่า จากผลการชันสูตรศพ พบว่านายกัดดาฟีเสียชีวิตจากบาดแผลจากกระสุนปืนหลังจากที่เขาโดนจับกุมตัว ในระหว่างที่รถยนต์ที่มีนายกัดดาฟีอยู่กำลังแล่นออกไป เกิดการปะทะระหว่างกองทัพเอ็นทีซีและกองกำลังของนายกัดดาฟี และระหว่างนั้นเขาก็ถูกยิงเข้าที่ศีรษะ ทั้งนี้ แพทย์ผู้ทำการชันสูตรไม่ได้ระบุว่า กระสุนนัดดังกล่าวมาจากฝ่ายใด

ก่อนหน้านี้ นักรบของเอ็นทีซีบางรายให้ข้อมูลที่แตกต่างกันไปของการเสียชีวิตของนายกัดดาฟี โดยกล่าวว่า เขาถูกผู้ที่จับกุมตัวเขายิง หลังจากพยายามหลบหนี ขณะที่บางกระแสกล่าวว่า พบนายกัดดาฟีซ่อนตัวอยู่ในโพรงแห่งหนึ่ง และร้องขอชีวิต ด้านสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ยังแสดงภาพของกลุ่มทหารที่ยืนล้อมรอบท่อระบายน้ำ ซึ่งผู้สื่อข่าวระบุว่าเป็นที่ซ่อนตัวของนายกัดดาฟี

ด้านผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์รายงานว่า พบร่างของผู้ที่ชื่อว่าอาจเป็นร่างของนายมูตาสซิม กัดดาฟี บุตรชายของอดีตผู้นำลิเบีย และอดีตที่ปรึกษากองกำลังรักษาความมั่นคงแห่งชาติ นอนแน่นิ่งอยู่บนผ้าปูที่นอนในบ้านหลังหนึ่งที่เมืองมิสราตา ขณะที่ชาวบ้านต่างพากันถ่ายรูปที่ไร้วิญญาณของเขาด้วยโทรศัพท์มือถือ

ขณะที่นายโมฮัมหมัด อัล-อาลากี ว่าที่รัฐมนตรียุติธรรมลิเบีย กล่าวว่า นายซาอิฟ อัล-อิสลาม บุตรชายอีกคนหนึ่งของนายกัดดาฟี ถูกจับกุมตัวได้แล้ว และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บที่ขา โดยบางแหล่งข่าวระบุว่ายังไม่ทราบว่าเขาซ่อนตัวอยู่ที่ใด

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1319163659&grpid=03&catid=&subcatid=


"วงศักดิ์แฉเหตุเด้ง! "ขัดคำสั่งไม่ส่งปืนลูกซองให้ ศอฉ.ฆ่าเสื้อแดง"







ที่มา มติชนรายสัปดาห์ ๑๙-๒๕ ส.ค.๒๕๕๔ ปีที่ ๓๑ ฉ.๑๖๑๘ หน้า ๔๐
"สัมภาษณ์พิเศษ"อธิบดีกรมการปกครอง วงศ์ศักดิ์ สว้สดิ์พาณิชย์:เปิดเบื้องหลังไม่ส่งปืนลูกซองฆ่าเสื้อแดง สาปส่งนักการเมือง ทำชาติหายนะ
หลังจากนายวงศ์ศักดิ์ ถูกคำสั่ง ครม.สมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ โยกย้ายจากอธิบดีกรมการปกครองไปเป็นผู้ตรวจราชการ ก.มหาดไทยเมื่อวันที่ ๒๗ เม.ย.๕๓ ตามที่ก.มหาดไทย ที่มี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็น หน.ภท. รมว.มท. เป็นผู้เสนอ มีผลตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ทั้งๆ ที่เพิ่งเป็นอธิบดีกรมการปกครองมาได้ ๑ ปี ๕ เดือน
ในที่สุด นายวงศ์ศักดิ์ ก็กลับมารับตำแหน่งเดิม ในวันที่ ๓ ส.ค.๕๔ รวมเวลาที่นายวงศ์ศักดิ์ ถูกดอง ๑ ปี กับ ๓ เดือนเศษ
การร้องทุกข์ต่อ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ว่าถูกไม่ชอบด้วยกฎหมาย ๔ เรื่อง ต่อมา ก.พ.ค. ก็มีคำวินิจฉัยให้ความเป็นธรรม ทำให้กลับมานั่งเก้าอี้เดิมอีกครั้ง เหลือเวลาแคเดือนเศษก็จะเกษียณ
สาเหตุประการหนึ่งที่ถูกย้ายเกี่ยวกับ "ปืนลูกซอง" และ "นักการเมือง" นั่นคือ กรณี นายสุเทพ ผอ.ศอฉ.สั่งการด้วยวาจาทางโทรศัพท์ให้ นายวงศ์ศักดิ์ (อธิบดีกรมการปกครอง) สนับสนุนอาวุธปืนลูกซอง ๕ นัด จำนวน๓,๐๐๐ กระบอก พร้อมกระสุน ส่งมอบให้ ศอฉ. แต่นายวงศ์ศักดิ์ ชี้แจงว่า ตนไม่มีอำนาจสั่งผู้ว่าฯ แต่ปลัด ก.มหาดไทย (นายวิเชียร ชวลิต-บักฮูขี) มีอำนาจบังคับบัญชาผู้ว่าฯ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่นายสุเทพ ผอ.ศอฉ. ประสานงานมายัง ก.มหาดไทยให้มีการสั่งย้ายนายวงศ์สวัสดิ์
ต่อไปนี้คือการให้สัมภาษณ์ (ขอใช้สัญลักษณ์ตัวอักษร Q = คำถาม, A = คำตอบ)
Q : เรื่องปืนลูกซองยาว ๕ นัด จำนวน ๓,๐๐๐ กระบอกที่ไม่ส่งให้ ศอฉ. จึงถูกสั่งย้ายคนมีอำนาจตอนนั้นต้องการปืนไปปราบเสื้อแดงที่มาชุมนุม เม.ย.-พ.ค.๕๓
A เขาโทร.มาหาผมโดยตรง ผู้มีอำนาจใน ศอฉ. เป็นข้าราชการการเมือง มีตำแหน่งสำคัญใน ศอฉ. โทร.มาเอง เขาคงจะเอาไปใช้ปราบคนเสื้อแดง ผมก็บอกไปว่า ปืนนี้เป็นปืนที่ส่งไปให้ ชรบ. ชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน ตามชายแดน เป็นปืนราชการที่ส่งไปเพื่อใช้ป้องกันพวกยาเสพติด พวกรักษาความสงบตามชายแดน ผมไม่มีอำนาจที่จะไปเอาคืนมาได้ ก็พูดไปอย่างนี้ เราปฏิเสธไปเลย บอกว่า การที่จะสั่งการไปยังผู้ว่าฯ แล้วก็ส่งไปให้ ศอฉ. นั้นน่ะ เป็นการใช้ปืนผิดประเภท
- ในใจส่วนลึกของผมนั้น บอกตรงๆ ว่า การที่จะใช้ปืนลูกซองยาวไปปราบพี่น้องคนไทยนั้น ผมไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเสื้อสีใดก็แล้วแต่ ปืนนี่ก็เอาไปใช้ยิงกันน่ะ ใช่ไหมฮะ ผมไม่เห็นด้วย มันเป็นเรื่องคุณธรรม เป็นเรื่องมนุษยธรรม ความคิดเห็นที่แตกต่างกันนั้น ควรจะคุยกันรู้เรื่อง แก้ไขทางการเมือง ไม่ใช่มาแก้ไขด้วยอำนาจ ด้วยกระบอกปืน นี่ก็เป็นส่วนลึกในจิตใจของผม
- ในทางกฎหมาย เราไม่สามารถสั่งปืนพวกนี้ไปใช้นอกวัตถุประสงค์นั้นได้ ปรากฏว่า ทางโน้นไม่พอใจ คล้ายกับว่า เราไม่ให้ความร่วมมือ แล้วเขาก็วางสายเลย
- ฝากสื่อมวลชนไปติดตามดูหน่อยว่า ปืนที่ทางจังหวัดส่งไปให้ ศอฉ. ช่วงที่ผมถูกย้าย ยังได้คืนไม่ครบ ๓,๐๐๐ กระบอก เป็นความรับผิดชอบของใคร ปืนของหลวง เมื่อเอาไปใช้แล้วก็ต้องเอากลับมาที่เดิม
...................................
Q : เหตุจลาจลนองเลือดเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ มีการสลายคนเสื้อแดง มีการเผาเมือง เผาศาลากลางจังหวัด คิดว่าเป็นความบกพร่อง ผิดพลาดของกรมการปกครองหรือทางจังหวัดด้วยหรือไม่
A : เอาเป็นว่า ที่เกี่ยวข้องนะ หนึ่ง รัฐบาล สอง กระทรวงมหาดไทยที่ชัดเจน สำหรับรัฐบาลนั้น ผมคิดว่า ถ้าเราใช้นโยบายการเมืองนำในการเจรจา พูดคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือสีอะไรต่างๆ ที่เกิดม็อบ เจรจากับแกนนำในพื้นที่ และในกรุงเทพฯ ถ้าลงตัวกันตรงนั้น มันไม่น่ามีปัญหา
- ใครจะใส่เสื้อสีอะไร เป็นสัญลักษณ์เฉยๆ แต่ดูสิว่า ม็อบเขาออกมาเพื่ออะไร เขาต้องการให้ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ เพราะอะไร อย่างนี้ต้องว่ากันไปตามเกมการเมือง แต่ว่ามีการปราบปราม มีการฆ่า ผมไม่เห็นด้วย
...................................
Q : ช่วงหาเสียง คุณเฉลิม อยู่บำรุง ปราศรัยว่าจะย้ายผู้ว่าฯ ถือเป็นเรื่องผิดปกติของการเป็นข้าราชการหรือเปล่าที่นักการเมืองแสดงออกเช่นนี้
A : ถ้าผมเป็นท่านเฉลิม บางทีถ้าเกิดไปเห็นเหตุการณ์ ไปเห็นข้อเท็จจริง ถ้าเห็นนะ ผมอาจจะพูดมากกว่านั้น อาจจะย้ายมากกว่านั้น
- เรามาดูว่า ผู้ว่าฯ นี่ วุฒิภาวะ และอำนาจหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ศรีของผู้ว่าฯ เป็นอย่างที่ท่านเฉลิมว่าหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างที่ท่านว่า นั่นก็คือ ทำตัวเข้าไปเป็นเด็กรับใช้ของฝ่ายการเมือง แล้วก็ไปปลุกปั่นประชาชน โดยไม่ได้สร้างความปรองดอง สร้างความแตกแยกแตกสามัคคีอยู่ตลอดเวลา ผมก็ว่า ไม่ควรเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด
- สรุปสั้นๆ ก็คือ ผู้ว่าฯ ทุกคนต้องวางตัวเป็นกลาง ส่วนตัวนั้นจะนิยมชมชอบใคร ก็อยู่ในครอบครัว ในตัวเอง อย่าเอามาเกี่ยวกับงาน
...................................
Q : การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในมหาดไทยสมัยที่พรรคภูมิใจไทยมาคุมกระทรวงนี้เป็นอย่างไร เห็นมีข่าวอื้อฉาวอยู่ตลอด
A : ผมมีความรู้สึกว่า การโยกย้าย แต่งตั้ง มันเอาแต่พรรคพวกกันขึ้นมา แล้วก็ข้ามหัวข้ามหาง เพราะฉะนั้น คนที่เขาทำงานดีอยู่แล้ว ดูผมเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ว่าตัวเองทำดีหรอกนะ ก็ดูที่ผลงานที่ออกมานะ ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดแล้วถูกย้ายไปนี่ ยังมีข้าราชการอื่นๆ อีก เขาทำงานในพื้นที่ของเขาเป็นปกติดีอยู่แล้ว ก็ย้ายเขาออกไป ตั้งแต่ผู้ว่าฯ ลงมาถึงข้าราชการผู้น้อย รวมไปถึงอธิบดีกรมต่างๆ ในกระทรวงมหาดไทย
...................................
Q : ๑ เดือนครึ่งที่เหลือจะทำอะไร
A : ผมจะเยียวยาข้าราชการ โดยเฉพาะนายอำเภอที่ถูกกลั่นแกล้ง นายอำเภอเกรดเอ หรืออำเภอชั้นหนึ่ง ย้ายไปเป็นนายอำเภอชั้นสี่โดยไม่มีเหตุผลอะไร ย้ายไปดื้อๆ แล้วไปย้ายนายอำเภอเกรดสี่ ขึ้นมาเกรดเอ ผมคงจะโยกย้ายอีกครั้งเพื่อความเป็นธรรม
...................................
Q : การโยกย้ายนายอำเภอและผู้ว่าฯ ถามจริงๆ ว่ามีการซื้อเก้าอี้หรือเปล่า เขาซื้อกันเท่าไร
A : ก็มีทั้งได้ยินข่าว มีทั้งคนมาบอกเล่า มีทั้งคนที่จ่ายเงินไปแล้วแต่ไม่ได้ มีคนมาเล่าให้ฟัง อย่างเข้าโรงเรียนนายอำเภอ บางคนก็บอก ๗ แสน, ๘ แสนมั่ง, ล้านมั่ง แต่ถ้า ขึ้นเป็นผู้ว่าฯ ก็ ๕ ล้าน, ๑๐ ล้านไปโน่น หนังสือพิมพ์ก็เคยลง รวมทั้งมีคนมาเล่าให้ผมฟัง
...................................
Q : นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงภาวะผู้นำอย่างไรกรณีท่านถูกย้ายเข้ากรุมหาดไทย
A : ผมเองเคยไปคุยกับท่านครั้งหนึ่งหลังผมถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจฯ ผมไปชี้แจงท่านครั้งหนึ่งปัญหาเรื่องสมาร์ทการ์ด ท่านนายกฯ ก็บอกว่า เอ๊ะ มันใช้ได้นี่ บัตรสมาร์ท การ์ด มันไม่ผิด น่าจะเป็นประโยชน์ ท่านบอกว่า ท่านก็หนักใจ เพราะว่าท่านไม่ได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว ใครจะว่าพายเรือให้โจรนั่งก็ทนฟัง ท่านก็พูดอย่างนี้
...................................
Q : ถือว่าหนักหนาสาหัสไหมสำหรับการเล่นพรรคเล่นพวกในการแต่งตั้งโยกย้ายในมหาดไทยยุคคุณชวรัตน์
A : สื่อมวลชนก็ลงมาตลอดนะว่า เป็นยุคที่เสื่อมที่สุด สื่อเกือบทุกฉบับ บางคนก็บอกว่า ตั้งแต่มีประวัติศาสตร์ตั้งกระทรวงมหาดไทยมา มียุคนี้ล่ะ เสื่อมที่สุด บางฉบับก็บอกว่า ในยุคร้อยปีที่ผ่านมา
- ข้าราชการเก่าแก่ ผู้บังคับบัญชาเก่าๆ ทุกคน ไม่มีใครไม่โทร.ถึงผมเลยนะ อดีตผู้บังคับบัญชาระดับปลัดกระทรวง รัฐมนตรีก็มีรัฐมนตรีกระทรวงอื่น ก็มี ที่เป็นข้าราชการประจำแล้วมาเป็นรัฐมนตรีก็โทร.มาบอกว่า ไม่มียุคไหนที่เสื่อมยิ่งกว่านี้ มันเหมือนกับยุคมืด อันนั้นเป็นความคิดคนทั่วไป ผมก็มีความคิดเช่นเดียวกันนั้นแหละ
...................................
Q : ฝ่ายการเมืองที่มาคุมมหาดไทยแล้วทำผิดกฎหมายที่เพิ่งพ้นอำนาจไป จะมีช่องทางได้รับโทษหรือไม่
A: พวกนี้นะ ทำให้ประเทศหายนะ ไม่ควรกลับมาทำงานการเมืองต่อ ถ้ากลับมาทำอีก จะทำให้ประเทศหายนะหนักเข้าไปอีก ผมยังคิดไว้ว่า ถ้ามาเจอแบบที่ผมเคยเจอแล้ว แล้วคนพวกนี้ยังเข้ามาทำงานอีก ผมคงหนีไปอยู่ประเทศลาวสักพักหนึ่ง มันรับไม่ได้
นี่ผมพูดจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น ๏

ที่มา มติชนรายสัปดาห์ ๑๙-๒๕ ส.ค.๒๕๕๔ ปีที่ ๓๑ ฉ.๑๖๑๘ หน้า ๔๐

แฉ!! บ้านกุลละวณิชย์-วังน้ำเขียว-รีสอร์ทหากินบนป่าสงวนแห่งชาติ

นี่คือพฤติกรรมของพวกอำมาตย์ ที่พล่ามอยู่ตลอดว่า พอเพียง


บ้านกุลละวณิชย์์ รีสอร์ท
บ้านพักหรู อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม จ.นครราชสีมา
อากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี ท่านจะรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้มาพัก
ภายในบ้านตกแต่งด้วยอุปกรณ์ และเฟอร์นิเจอร์ชั้นดี ไว้คอยต้อนรับ
และบริการ ทุกท่านที่มาเยือน จ.นครราชสีมา





ติดต่อ : บ้านกุลละวณิชย์ รีสอร์ท
ที่อยู่ : 444/4 ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา 30370
โทรศัพท์ : 044-228-400
มือถือ : 086-113-0595, 089-578-2638
แฟกซ์ : 044-228-400
เว็บไซต์ : http://www.baankullavanich.com

รถหรูประจำตำแหน่ง กก.สิทธิฯ


อื้อฮือ!รถหรูประจำตำแหน่ง กก.สิทธิฯ Mercedes Benzป้ายแดงคันละแค่13ล้าน ซื้อจากบ.ดังก่อนปิดงบฯปี2552

มิใช่แค่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีการจัดซื้อรถยี่ห้อเลกซัส ประจำตำแหน่งของประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและรถประจำตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 13 คันในราคา 39.5 ล้านบาทซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 2548

องค์กรอิสระอีกแห่งหนึ่งที่จัดซื้อรถประจำตำแหน่งด้วยเหมือนกันคือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หากแต่ต่างยี่ห้อและราคาแตกต่างกัน

"มติชนออนไลน์"ตรวจสอบพบว่า ในช่วงปี 2552 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้จัดซื้อรถประจำตำแหน่งอย่างน้อย 4 คัน

คันแรก ยี่ห้อ Mercedes Benz ราคา 3,690,000 บาท จากบริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด 3,690,000 บาท เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2552

คันที่สอง ยี่ห้อ Mercedes Benz ราคา 13,198,000 บาท จาก บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2552

คันที่สาม ยี่ห้อ BMW ราคา 3,250,000 บาท จากบริษัท มิลเลนเนียม จำกัด เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2552

คันที่สี่ ยี่ห้อ Toyota Vellfire 2.4 ราคา 3,299,500 บาท จาก บริษัท TSL Auto Corporatiom จำกัด (ที เอส แอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น) เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2552

(น่าสังเกตว่าการจัดซื้อเกิดขึ้นก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2552)

บริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด จดทะเบียนวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 ทุนจดทะเบียนปัจจุบัน 64,299,900 บาท ที่ตั้งเลขที่ 99 ซอยวิภาวดีรังสิต 40 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ นายอนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาล ถือหุ้นใหญ่ 62.2% บริษัท บีเคเค แกรนด์ เอสเตท จำกัด 22.2% นางสาวจีนาภักด์ เพ็ชรลือชัย 4.6% นางสุภา ลิขิตพฤกษ์ 3.8% นายเหรียญชัย ลิขิตพฤกษ์ 3.2% นายเหรียญชัย ลิขิตพฤกษ์ นางสุภา ลิขิตพฤกษ์ และนายอนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาล เป็นกรรมการ (นายอนุพล เป็นกรรมการ บมจ. บริษัท ภัทรลิสซิ่ง กลุ่มตระกูลล่ำซำเป็นเจ้าของ)

บริษัท ที เอส แอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด จดทะเบียนวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 ทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาทที่ตั้งเลขที่ 78/9 หมู่ที่ 1 ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลคลองเกลือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายวสันต์ อุดมผลวณิช ถือหุ้น 29.1% นางสาวสุรีย์ภรณ์ อุดมผลวณิช 29.1% นายพรพัฒน์ เหลืองพิพัฒนะกุล 23.3% นางสาวพิไลลักษณ์ อุดมผลวณิช 15% นายจักรดุลย์ เหล่ากุลทรัพย์ 1.6% นายพรศักดิ์ อุดมผลวณิช 1.6% มีนายพรพัฒน์ เหลืองพิพัฒนะกุล นายวสันต์ อุดมผลวณิช น.ส.สุรีย์ภรณ์ อุดมผลวณิช และ น.ส.พิไลลักษณ์ อุดมผลวณิช เป็นกรรมการ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Mercedes Benz ราคา 13,198,000 บาท จาก บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2552 น่าจะเป็น รุ่น เอส 500 ที่บวกอุปกรณ์ครบชุด รวมประกันภัย

อย่างไรก็ตาม การจัดซื้อ เบนซ์ 500 ราคากว่า 13 ล้าน ดูไม่เหมาะสม เพราะมีราคาสูงเกินความจำเป็น เพราะการจัดซื้อรถประจำคณะกรรมการตุลาการ หรือ องค์กรอิสระ เฉลี่ยอยู่ประมาณ 3 ล้านกว่าบาท ทั้งนี้ อาจสะท้อนระเบียบการจัดซื้อภายในที่มีช่องโหว่

ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชุดที่ 1 (2544 - 2552) ประกอบด้วย
1.ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
2.ผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย
3.คุณหญิงจันทนี สันตะบุตร
4.นางสาวนัยนา สุภาพึ่ง
5.ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี
6.นายวสันต์ พานิช
7.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทิน นพเกตุ
8.นางสุนี ไชยรส
9.คุณหญิงอัมพร มีศุข
10.นาวสาวอาภร วงษ์สังข์

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดที่ 2 (2552 - 2558)
1.น.พ. แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ
2.น.พ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุบลราชธานี, ประธานมูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต
3.นายปริญญา ศิริสารการ อดีตรองประธานสภาอุตสาหกรรม จ.นครราชสีมา, อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ, อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4.นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, ประธานมูลนิธิพัฒนาข้าราชการ
5.พลตำรวจเอก วันชัย ศรีนวลนัด ผู้ช่วย ผบ.ตร.
6.นางวิสา เบ็ญจะมโน ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
7.ศาสตราจารย์อมรา พงศาพิชญ์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา:http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1288168410&grpid=00&catid

จตุพร พรหมพันธุ์ ยังมีสิทธิ์เป็น สส.ตามรัฐธรรมนูญ


หมายเหตุ ก่อนอ่านต่อ กรุณาวางความชอบใจไม่ชอบใจลงก่อนนะครับจะได้ไม่

หงุดหงิดหรืออารมณ์เสีย

ผมอ่านข่าวความเห็นของคุณสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า หากนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.นี้ นายจตุพรมีปัญหาแน่นอนหากไม่ไปใช้สิทธิ เพราะถือว่าขัดต่อกฎหมาย ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่า กกต.จะต้องพิจารณาไม่ประกาศรับรองให้นายจตุพรเป็น ส.ส. เพราะหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติก็เป็นหน้าที่ของ กกต. ทันทีที่นายจตุพรไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งก็ถือว่าขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ทันทีเช่นกัน

“เรื่องนี้เป็นเรื่องของการขาดคุณสมบัติ มิใช่การกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง จึงไม่ใช่เรื่องการแจกใบเหลือง ใบแดง หรือการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” นางสดศรีกล่าว และว่าเรื่องนี้หากนายจตุพรไม่เห็นด้วยก็คงต้องยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อให้พิจารณา เพราะเรื่องนี้ถือเป็นกรณีใหม่และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งในอดีตเคยเกือบจะเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมาในกรณีของนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งขณะนั้นก็ถูกคุมขังอยู่ ซึ่งศาลปล่อยตัวออกมาสมัครแต่ก็ไม่ได้อนุญาตให้ออกมาลงคะแนน แต่ในครั้งนั้นนายก่อแก้วไม่ได้รับเลือกตั้ง กกต.เลยไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ไว้เป็นบรรทัดฐาน

อย่างไรก็ตาม นายจตุพรนั้นอาจจะทำหนังสือแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่จะเป็นเหตุผลที่รับรับฟังหรือเข้าต่อข้อกฎหมายหรือไม่ ก็คงต้องพิจารณากันอีกครั้งและอาจจะต้องยื่นต่อศาลเพื่อให้เป็นผู้พิจารณา แต่ กกต. คงจะพิจารณาประกาศไม่รับรองให้เป็น ส.ส.ไปก่อน…………………………………………………….

ตามความเข้าใจของผม ความเห็นของคุณสดศรีคงเป็นเรื่องให้ถกเถียงกันอีกหลายยกเพราะผมคิดว่าคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ยังมีสิทธิ์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในครั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญเพราะ

1. แม้คุณจตุพร เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 100 (3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
2. แต่คุณจตุพร เป็นผู้มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสส.ตามรัฐธรรมนูญ ม.101และ กกต.รับรองให้สมัครได้แล้ว
3. แม้คุณจตุพรไม่ได้รับการประกันตัวให้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งนี้ คุณจตุพรจะเสียสิทธิ์ สมัครรับเลือกตั้ง ตามพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส.สว.2550 มาตรา 26
4. แต่ ม. 27 ตาม พรบ.การเลือกตั้ง 2550 ก็เขียนไว้ชัดเจนแล้วว่า
การเสียสิทธิ์ตามมาตรา 26 ให้กำหนดตั้งแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง จนถึงวันเลือกตั้งที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง สส. สว. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
สรุป ถ้าคุณจตุพร ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งนี้ คุณจตุพรจะเสียสิทธิ์สมัครสส.ในครั้งหน้า ไม่ใช่ครั้งนี้ครับ
แต่บาปของจตุพร พรหมพันธุ์ คงจะหนักหนาสาหัสมาก พรบ.ว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 ม.20 เขียนไว้ว่า

ม. 20 สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดเมื่อ

(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 19

ม.19 ผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิก(พรรคการเมือง-จขบ.)ต้องเป็นบุคคลธรรมดามีสัญชาติไทย มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 8 วรรคหนึ่ง............................

ในหมวดหนึ่ง การจัดตั้งพรรคการเมือง

ม. 8 (วรรคหนึ่ง) ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด หรือผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติซึ่งได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ และไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มีจำนานตั้งแต่ 15 คนขึ้นไปอาจรวมกันดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมืองได้

คุณจตุพร พรหมพันธุ์เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 100 (3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อคุณจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ตามพรบ.พรรคการเมือง พ.ศ.2550 จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา19 ทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคการเมืองของคุณจตุพรสิ้นสุดลงด้วย เมื่อไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็ไม่มีสิทธิ์สมัครรับการเลือกตั้ง

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แล สะใจ..................

กรรมออนไลน์ มาไวกว่าที่คิด 55555

พรบ.พรรคการเมือง พ.ศ. 2550

http://www.ect.go.th/newweb/upload/cms10/download/397-9809-0.pdf

พรบ.เลือกตั้ง สส.สว.2550
http://www.ect.go.th/newweb/upload/cms10/download/398-1417-0.pdf

แถลงการณ์ ทหาร ตำรวจ ประชาธิปไตย

แถลงการณ์ "ทหาร ตำรวจ ประชาธิปไตย 2554 ฉบับที่ 1"
แถลงการณ์ทหารตำรวจปชต. ลั่นไม่ยอมให้ใครบงการทำลายปชช.


แถลงการณ์ทหารตำรวจประชาธิปไตย ๒๕๕๔ ฉบับที่๑ สถานการณ์ความสงบร่มเย็นและความเจริญของประเทศไทยในห้วงที่ผ่านมาจนถึง ปัจจุบันปรากฏเด่นชัดว่าอำนาจทางทหารได้เข้าไปบงการและใช้อำนาจอันไม่ถูก ต้องก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบสุขและความร่มเย็น และความเจริญของประเทศชาติดังกล่าว

กลุ่มทหารและตำรวจที่เป็นผู้บังคับหน่วยและฝ่ายเสนาธิการและอำนวยการใน ปัจจุบัน ได้เฝ้ามองกลุ่มอำนาจทางทหารดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตระหนักแน่ชัดในปัจจุบันว่า กลุ่มอำนาจดังกล่าวยังคงตั้งใจที่จะดำเนินการบงการอำนาจทางการเมือง ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งแน่นอนว่า จะเกิดผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแน่นอน

โดยอ้างถึง การปกป้องสถาบันมาเป็นข้ออ้าง ทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตลอดมา ซึ่งแท้จริงเป็นการแอบอ้างสถาบัน เพื่อสร้างและรักษาอำนาจของตนเองไว้เท่านั้นนอกจากนี้ยังกระทำการเป็นภัย ร้ายแรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และทำลายสถาบันทหาร อีกทั้งยังเป็นกองทัพที่เลวร้ายเข่นฆ่าประชาชนของตนเองอย่างไร้มนุษยธรรมและ ไร้ยางอายต่อการกระทำของชายชาติทหารที่กระทำแล้วไม่ยอมรับการกระทำของตนเอง

ทหารตำรวจประชาธิปไตย ๒๕๕๔ จึงมิอาจจะปล่อยให้ผู้มีอำนาจทางทหารในปัจจุบันกระทำต่อประเทศชาติและ ประชาชนต่อไปได้ จึงแจ้งแถลงการณ์ฉบับนี้ มาสู่พี่น้องสื่อมวลชน เพื่อสื่อสารให้กองทัพและประชาชนได้ทราบโดยทั่วถึงกันว่า ทหารตำรวจประชาธิปไตย ๒๕๕๔ จะกระทำการดังต่อไปนี้

๑.จะใช้พลังอำนาจทั้งปวงที่มีอยู่ขัดขวางการกระทำของกองทัพที่จะทำลาย ระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติ การแทรกแซงการเลือกตั้ง การบีบบังคับนักการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล

๒.จะเปิดเผยหลักฐานข้อมูลการใช้งบประมาณของกองทัพอันเป็นการทุจริต คอรัปชั่น ของผู้นำกองทัพและการร่วมมือ การทุจริตของฝ่ายทหารและการเมือง

๓.จะเปิดเผยหลักฐานและข้อมูลการปฏิบัติการทางทหารของ ศอฉ.อันเป็นข้อมูลที่แท้จริง ของฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารที่ปฏิบัติการในห้วง ๑๐ เมษายน และ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และการสั่งการการสังหารประชาชนที่วัดปทุมวนาราม ทั้งเอกสารและคลิปเสียง

๔.จะเปิดเผยเบื้องหลังการสั่งการของชายชุดดำต่อการปฏิบัติการลับ ในการสังหารนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ทั้ง พล.ต.วลิต โรจนภักดี และ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล

แถลงการณ์ฉบับที่ ๑ นี้ กลุ่มทหารตำรวจประชาธิปไตย ๒๕๕๔ ขอถวายชีวิตเพื่อชาติและประชาชน และจะไม่ยอมให้กลุ่มอำนาจทางทหารมาบงการและทำลายประเทศชาติและประชาชนอีกต่อ ไปจึงแจ้งมาเพื่อทราบ

ทหารตำรวจประชาธิปไตย ๒๕๕๔

๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๔

http://www.bangkok-today.com/node/9435

พีเน็ตองค์กรกลาง (หว่างขา)


"ยิ่งลักษณ์ปฏิเสธเข้าร่วมดีเบตกับพีเน็ต"

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ปฏิเสธเข้าร่วมดีเบตกับพีเน็ต อาจส่งคนในพรรคไปแทน พร้อมระบุไม่หวั่นพรรค ปชป.เปิดเวทีปราศรัยที่สี่แยกราชประสงค์

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นเครื่องบินไปหาเสียงที่จังหวัดพิษณุโลกกรณี พรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนเวทีปราศรัยใหญ่จากลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการ กทม. ไปที่แยกราชประสงค์ ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ เป็นกลยุทธ์หนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีสิทธิ์ทำได้ และไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ แต่อยากให้ช่วยกันทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ แต่ในส่วนของพรรคเพื่อไทยคงต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และกระทบต่อคะแนนเสียงใน กทม. ส่วนที่ว่าจะกระทบกับแนวทางการปรองดองในชาติหรือไม่นั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ เห็นว่าเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องอดทน และช่วยกันทำให้ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง แล้วกลับมาสงบสุขอีกครั้ง ควรจะมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชนจะดีกว่า

สำหรับกรณีที่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เปิดเผยว่าจะเดินทางกลับมาร่วมงานแต่งงานของลูกสาวในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งถูกตีความว่าจะมีการนิรโทษกรรมให้พันตำรวจโททักษิณนั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ ยืนยันว่าไม่ใช่การนิรโทษกรรม คำพูดของพันตำรวจโททักษิณ เป็นการแสดงความรู้สึกของความเป็นพ่อที่อยากกลับมางานแต่งงานของลูกสาวเท่านั้น ซึ่งในเรื่องของการนิรโทษกรรมนั้น ขึ้นอยู่กับกระทรวงการยุติธรรม เพราะประเทศไทยเป็นนิติรัฐ เมื่อความยุติธรรมกลับคืนมาก็ค่อยมาพูดกันถึงเรื่องนี้

ส่วนเรื่องการดีเบตของกลุ่มพีเน็ตปลายเดือนนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ยืนยันว่าไม่สามารถไปร่วมได้เพราะมีตารางแผนงานการหาเสียงเต็มหมดแล้ว ดังนั้นถึงเป็นหน้าที่ของพรรคที่จะพิจารณาดูความเหมาะสมว่าจะส่งใครไป อาจส่ง นายโอฬาร ไชยประวัติ ไปร่วมดีเบตแทน เพราะนายโอฬารเป็นหนึ่งในทีมวางนโยบายของพรรค

บทเรียนที่ดินรัชดาฯ ของกองทุนฟื้นฟู


ดร.โสภณ พรโชคชัย*
... เป็นข่าวดังขึ้นมาอีกแล้ว ที่ดินข้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยซื้อคืนจากคุณหญิงพจมานนั้น เชื่อว่าหากขายคงขายได้ขาดทุน และนี่ยังเป็นบทเรียนของการเสพข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนเสียประโยชน์ได้!
... กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กำลังจะเปิดจำหน่ายใบเสนอราคาเพื่อประมูลที่ดินข้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เนื้อที่รวม 33-0-81.8 ไร่ ในระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2554 และได้กำหนดวันยื่นซองและเปิดซองประกวดราคาในวันที่ 17 สิงหาคม 2554 <1>
... ที่ดินแปลงนี้กองทุนฯ ซื้อคืนมาจากคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ในราคา 772 ล้านบาท พร้อมด้วยค่าเสียหาย ค่าออกแบบอาคารที่จะก่อสร้างจำนวน 39 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่นัดชำระอีกประมาณ 40 ล้านบาท หรือรวมเป็นต้นทุนที่กองทุนฯ ได้จ่ายไปแล้วเป็นเงิน 851ล้านบาท นับถึงปลายปี 2552 <2> หากนับถึงปัจจุบันก็คงเป็นเงินเกือบ 1,000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว
... ที่ดินแปลงนี้ซื้อขายตั้งแต่สิ้นปี 2546 ในราคา 772 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามราคาตลาด แม้กองทุนฯ จะซื้อมาในราคา 2,000 ล้านบาทในอดีตก็ตาม ซึ่งแสดงว่าตีราคาเกินจริงในอดีตที่ผ่านมา ถ้าการซื้อขายไม่ได้ตามราคาตลาดจริง คตส. หรือ คมช. คงฟ้องเอาผิดในประเด็นนี้มากกว่าการเอาผิดในแง่กฎหมายเรื่องสามีในฐานะนายกรัฐมนตรีลงนามให้ภริยาซื้อที่ดิน จนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มีมติ 5 ต่อ 4 ให้ลงโทษพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ♥>
... เงินจำนวน 772 ล้านบาทที่รัฐบาลได้ไป ณ สิ้นปี 2546 ถ้าคิดจากดอกเบี้ย 7.5% ตามที่ศาลวินิจฉัยข้างต้น บัดนี้ก็เป็นเงินสูงถึง 1,377 ล้านบาทแล้ว การประมูลซื้อ ณ ปี 2554 จะได้เงินถึงจำนวนนี้หรือไม่ ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน เชื่อว่า จะไม่สามารถประมูลได้สูงถึง 1,377 ล้านบาท การนี้แสดงให้เห็นว่า การที่กองทุนฯ ซื้อที่ดินคืนมาและทั้งยังเพิ่มต้นทุนที่ดินเป็นเกือบพันล้านจากดอกเบี้ยที่จ่ายไปและค่าออกแบบอาคารของคุณหญิงพจมาน ทำให้กองทุนฯ กลับยิ่งขาดทุนกว่าการขายไปให้กับคุณหญิงพจมานเสียอีก
... ทำไมราคาที่ดินแปลงนี้จึงไม่เพิ่มขึ้นถึง 1,377 ล้านบาท สาเหตุก็คือศักยภาพของที่ดินมีข้อจำกัดทางกฎหมายตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร <4> ที่ห้ามก่อสร้างห้องแถวหรือตึกแถว อาคารที่สูงเกิน 9 เมตร อาคารที่มีพื้นที่รวมเกิน 1,000 ตารางเมตร โรงงาน อาคารที่ใช้ประกอบการค้าซึ่งเป็นที่รังเกียจ สถานบริการ โรงแรม โรงมหรสพ ตลาด สถานที่เก็บสินค้า สถานที่เก็บและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง สถานที่เก็บวัตถุระเบิด หอถังน้ำ สุสาน และป้ายโฆษณา <4> ทั้งนี้เพื่อไม่ให้บังทัศนียภาพของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
... การที่ที่ดินแปลงนี้มีข้อจำกัดมากมายขนาดนี้ ทำไมคุณหญิงพจมานจึงซื้อในราคาตลาดและซื้อในราคาที่สูงกว่าผู้ประมูลรายอื่นในปี พ.ศ.2546 กรณีนี้คงเป็นข้อยกเว้น เนื่องจากผู้ซื้อต้องการซื้อไปสร้างเป็นที่อยู่อาศัย แบบที่จะสร้างคงเป็นคฤหาสน์เพื่อให้สมฐานะ กรณีที่อยู่เหนือกลไกตลาดเช่นนี้ก็คงคล้ายกับกรณีบ้านของคหบดีใหญ่ เช่น บ้านของ มรว.คึกฤทธิ์ ย่านสวนพลูที่ไม่รื้อไปทำอาคารชุดตามความต้องการตลาด เพราะทายาท คงมีฐานะดี ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น แต่กลับรักษาสภาพเดิมไว้เป็นอนุสรณ์สถาน เป็นต้น
... ในห้วงหนึ่งของการกล่าวโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ มีข่าวร่ำลือหนาหูว่า หลังจากที่ครอบครัวนี้ซื้อที่ดินดังกล่าวไปแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ใช้อำนาจทางการเมืองแก้ไขข้อกฎหมาย อนุญาตให้ตนสามารถก่อสร้างสูงได้ ทำให้ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้น ข้อนี้ไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตามการชี้ถึงประเด็นนี้อาจมีความอ่อนไหวทางการเมือง แต่ผู้เขียนขอยืนยันในความเป็นกลาง และเขียนตามหลักวิชาการ ไม่ได้มีส่วนสนับสนุนหรือทำลายทางการเมืองแก่ฝ่ายใด
... ความจริงปรากฏว่าข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครดังกล่าวยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ หากยังจำข่าวเรื่อง “จีนทุ่มงบสร้างศูนย์วัฒนธรรมในไทย” <5> มูลค่า 1,200 ล้านหยวนหรือ 5,600 ล้านบาทข้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยนั้น ปรากฏว่าในตอนแรกไม่สามารถสร้างได้เพราะติดข้อกฎหมายนี้ที่ยังไม่เคยมีการยกเลิก แต่ในที่สุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็มีมติให้แก้ไขศูนย์วัฒนธรรมจีน สามารถสร้างอาคารหอประชุม พื้นที่ 2,800 ตามรางเมตร สูง 12.55 เมตร 2 อาคาร และอาคารอื่น ๆ <6>
... ล่าสุดข่าวเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2553 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เสนอญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ เรื่อง กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง ใช้หรือเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภท บริเวณโดยรอบศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในท้องที่แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร (ฉบับที่...) พ.ศ... แก่สภากรุงเทพมหานคร สภาฯ มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณา โดยไม่กำหนดระยะเวลาในการพิจารณา <7>
... ดังนั้นข่าวเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ สั่งแก้ข้อกฎหมายการควบคุมการใช้ที่ดินเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับครอบครัว จึงไม่เป็นความจริง กรณีนี้ไม่ได้แก้ต่างแทน พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นข้ออุทาหรณ์ให้ผู้เกี่ยวข้องในแวดวงวิชาการอสังหาริมทรัพย์ได้ทราบไว้ เพราะในช่วงที่ผ่านมา มีครูบาอาจารย์หลายท่านพูดไปในทำนองเดียวกันนี้ ผู้ที่ไม่ได้ตรวจสอบก็เชื่อตาม ๆ กันไป การขาดการตรวจสอบข้อมูลเป็นจุดอ่อนสำคัญ หากใครไปหลงซื้อที่ดินที่มีข้อจำกัดในการก่อสร้างและมีศักยภาพจำกัดในราคาสูง ก็อาจได้รับความเสียหายในการลงทุน
... อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของผู้เขียน การที่ทางราชการจะจำกัดการก่อสร้างใด ๆ ไม่ว่าจะโดยรอบสถานที่สำคัญ หรือริมถนนระยะ 15 เมตรแรกจากเขตทาง หรืออื่นใดในภายหลัง รัฐบาลสมควรชดเชยการด้อยสิทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายด้วย หาไม่ก็จะเป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่ในการกำหนดการใช้ที่ดิน และทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในหมู่ประชาชนนั่นเอง

อ้างอิง
<1> จากข่าว “กองทุนฟื้นฟูฯ กำหนดเปิดขายซองประมูลที่ดินรัชดาฯ 19 ก.ค.-1 ส.ค.นี้” ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 พฤษภาคม 2554 ณ www.manager.co.th/stockmarket/viewnews.aspx?NewsID=9540000066335
<2> จากข่าว “ศาลสั่งกองทุนฟื้นฟูฯคืนเงิน ‘คุณหญิงพจมาน’” กรุงเทพธุรกิจ 24 กันยายน 2553 ณ http://bit.ly/l8JAmE 
♥> ข่าว “ศาลฏีกาสั่งจำคุก ‘ทักษิณ’ 2 ปี – ‘พจมาน’ รอด” กรุงเทพธุรกิจ 21 ตุลาคม 2551 ณwww.rssthai.com/reader.php?t=local&r=12594
<4> ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง ใช้หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภทบริเวณโดยรอบศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในท้องที่แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2532 โปรดดู ณ http://cpd.bangkok.go.th:90/bma/bmalaw/Reg1.24.htm
<5> ข่าว “จีนทุ่มงบสร้างศูนย์วัฒนธรรมในไทย” ณ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 11 พฤศจิกายน 2553 ณhttp://thairecent.com/Education/2010/750324
<6> ข่าว “กทม.เว้นข้อบัญญัติ ครม.ให้ตั้งศ.วัฒนธรรมจีน” ไทยรัฐ 26 พฤษภาคม 2552 ณwww.thairath.co.th/content/edu/8579
<7> ข่าว “ขอความเห็นชอบออกข้อบัญญัติก่อสร้างรอบศูนย์วัฒนธรรม” ไทยรัฐ 27 พฤศจิกายน 2553www.thairath.co.th/content/region/129940


ที่มา : http://www.facebook.com/photo.php?fbid=2009453311739&set=a.1202167690103.31710.1105899523&type=1&ref=notif&notif_t=like

จัดหนัก จัดเต็ม เอาไปเลยค่ะ ธาริต

"ธาริต เพ็งดิษฐ์"เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ.)ที่ดังเป็นพลุแตก ตกเป็นข่าวหน้า 1 ทุกวัน ไม่ว่าจะข่าวดีหรือข่าวร้าย

ล่าสุด มือ(ไม่)ดี ส่งจดหมาย มาขู่ฆ่า จนเจ้าตัวเองก็ยอมรับว่า ขวัญเสีย เพราะจดหมายในซองสีน้ำตาล ประทับตราครุฑ เขียนว่า

" พวกกูทั้งสายลับ อดีตสายลับ สายข่าว ทหาร ตำรวจฯช่วงงานศพอาจารย์เสธ. แดง พวกกูทั้งหลายได้สาบานว่า จะขอทำทุกอย่างเพื่อให้มึงและพวกได้ตายตามเสธแดงอย่างน่าเวทนาเป็นที่สุดเริ่มจากคนที่พวกมึงรักก่อน ส่วนมึงเมื่อไหร่ก็ได้ 10 ปีก็ยังไม่มีคำว่าสาย หากคิดจะแก้แค้นและเอาคืน

วิธีฆ่ามึงและพวกนั้นมีมากมายหลายแบบ หากมึงตายโหงขณะมีตำแหน่งติดตัวยิ่งดีมาก ถึงแม้พวกกูจะถูกจับได้ก็ไม่เป็นไร มันจะเป็นประวัติศาสตร์อันล้ำค่าสำหรับการสังหารคนเลวๆอย่างมึง วันนี้กูอาจจะผิด พรุ่งนี้ก็คงถูกเองแหละ สำหรับพวกกูวันนี้อาจเป็นฆาตกร(ฆ่ามึง) แต่วันหน้าคือวีรบุรุษ (แห่งชาติ)โว้ย"


โดนขู่ฆ่าแบบเถื่อนๆ ดิบๆ อธิบดี ดีเอสไอ. จึงเรียกใช้บริการหน่วยอารักขาของตำรวจและทหาร ตลอด 24 ชั่วโมง

ทว่า ข่าวจดหมายขู่ฆ่า กลบข่าวเช็คปริศนา 1.5 แสนบาท ที่สั่งจ่ายจากเฮียเม้ง โอนเข้าบัญชี "วรรษมล" หลังบ้านของอธิบดีดีเอสไอ. ไปในทันที

แม้ว่า สังคมยังไม่ได้รับความกระจ่างว่า เช็ค 1.5 แสนเป็นค่าตอบแทนอะไรกันแน่ ระหว่าง "ค่าวิ่งเต้นเลี่ยงภาษีของเฮียเม้ง" หรือ "เงินค่าบริการคำปรึกษาทางกฎหมาย" ?

ยังไม่นับ ประเด็นฝากจาก"เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ "ส.ว.จอมแฉ ที่เสียบออกมาอย่างรู้จังหวะ ทวงถามว่า ค่าบริการที่ว่า เสียภาษี แล้วหรือยัง ?

นี่คือ "อธิบดีรายวัน"ตัวจริง เสียงจริง หากอยากรู้เส้นทางวิบากกรรมของอธิบดีคนดัง " มติชนออนไลน์"จัดให้แล้ว ณ บัดนี้

"ธาริต เพ็งดิษฐ์" เป็นเด็กเรียนดีจากชัยนาท จังหวัดเดียวกับ"มีชัย ฤชุพันธุ์" มือกฎหมายใหญ่ ธาริต สำเร็จนิติศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยม จากม.ธุรกิจบัณฑิต (ปี 2525) 2 ปีต่อมาสอบได้เป็นเนติบัณฑิต และคว้าปริญญาโททางกฎหมายจุฬาลงกรณ์ เป็นลูกศิษย์สุดเลิฟของ"อาจารย์ป้อม" ดร.วีระพงษ์ บุญโญภาส เจ้าพ่อกฎหมายฟอกเงินแห่งจุฬาฯ

ในวงการกฎหมาย ต้องถือว่า "ธาริต" เป็นนักกฎหมายที่ฉลาดและเก่งมาก ข้อเท็จจริงส่วนนี้ไม่มีใครปฎิเสธ ชีวิตการทำงานเริ่มต้นที่ตำแหน่งอาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์

จากนั้นก็สอบเป็นอัยการในปี 2532 ได้พบกับ "วรรษมล" ที่ปากช่อง จ.นครราชสีมา และกลายเป็นตำนานรัก จนมาถึงทุกวันนี้

และที่ปากช่องนี่เองที่"ธาริต-วรรษมล" ได้โอกาสซื้อที่ดินแปลงใหญ่มาไว้ในครอบครองที่จะได้กล่าวต่อไป

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ"ธาริต" เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อฝีมือของอัยการหนุ่มเข้าตา"หมอมิ้ง" นพ. พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รองนายกฯในขณะนั้น จึงได้ถูกชวนไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาให้แก่" เดอะกิ้น" พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่ปรึกษาใหญ่ของนายกฯทักษิณ

ในช่วงรัฐบาลทักษิณ "ธาริต" เป็นหนึ่งในคณะทำงานยกร่างกฎหมายกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะเห็นได้ว่า "ธาริต" อยู่กับ พรรคไทยรักไทย และทักษิณ ได้อย่างดีเยี่ยม

จนถึงรัฐบาล"สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ธาริต ย้ายจากสำนักงานอัยการสูงสุด มานั่งเป็น รองอธิบดีดีเอสไอ. เป็นความรุ่งเรืองในวิชาชีพที่เพื่อนรุ่นเดียวกัน ตามไม่ทัน

แต่ในห้วงเวลาที่ พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ นั่งเป็นอธิบดี ดีเอสไอ. และตำรวจพาเหรดเข้ามายึด ดีเอสไอ. "ธาริต" ได้แวปออกไปร่วมร่างกฎหมายและร่วมจัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (คณะกรรมการ ป.ป.ท.) และที่สำคัญ เขาได้นั่งเป็น เลขาธิการ ป.ป.ท. ในวันที่ " พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง"นั่งเป็น อธิบดี ดีเอสไอ.

เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว พรรคประชาธิปัตย์ ผงาดขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง "เดอะตุ๋ย " พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค นั่งเป็นรมว.กระทรวงยุติธรรม

"ธาริต" ในตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ แสดงฝีมือโค่นยักษ์ใหญ่ ล้มตึง เมื่อเขาออกมาแฉว่า วิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. ไม่โปร่งใส เอาเงินกองทุนหลายหมื่นล้านไปลงทุนบนความเสี่ยง ผลก็คือ วิสิฐ จบเห่ "ธาริต" ขึ้นหม้อ กลายเป็นฮีโร่ ในสายตาข้าราชการทั่วประเทศ

กลางตุลาคม 2552 ธาริต เพ็งดิษฐ์ ผงาดขึ้นเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แทนพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม (มติครม.29 ก.ย.2552) แล้ว พลันเสียง วิจารณ์ก็กระหึ่มไปทั้ง ดีเอสไอ.ว่า ธาริต เป็นสายตรงจาก"อภิสิทธิ์ -สุเทพ เทือกสุบรรณ" ?

แต่ถ้ามองโลกให้เป็นจริง "ธาริต" ทำงานให้กับนาย"ทุกคน" นายจะสีอะไร จะสีเหลือง สีแดง หรือ สีม่วง ไม่ใช่เรื่องของคนชื่อ"ธาริต"

คนที่เคยร่วมงานกับ"ธาริต" บอกว่า ใครได้ ธาริต เป็นลูกน้อง " โคตรโชคดี" เพราะ เขาเป็นคนที่เก่ง ฉลาด ขยัน และทุ่มเท จนตัวตายเพื่อนาย !!!

ฉะนั้น ใครที่บอกว่า ธาริต รับใช้ ประชาธิปัตย์ ต้องพูดใหม่ให้ถูกว่า ธาริต รับใช้ "นาย" มากกว่า รับใช้พรรค

ตัวอย่างของ"มือทำงาน"ที่อุทิศตัวเพื่อนาย ที่ถูกบันทึกในตำนานการเมืองคือ "นิพัทธ์ พุกกะณะสุต"คนโตแห่งกระทรวงการคลัง แมวเก้าชีวิตที่อยู่ได้ทุกรัฐบาล ชั่วโมงนี้ "ธาริต" จะเป็นแมว เก้าชีวิตหรือไม่ ต้องจับตามองกันต่อไปยาวๆ

"ธาริต"เป็นนักกฎหมายที่มีต้นทุนสูง เพราะมีคอนเนกชั่นที่ดีกับทุกพรรคและทุกคน ในพรรคประชาธิปัตย์ "ธาริต" สนิทกับกูรูใหญ่ปชป. "มารุต บุนนาค" ในวงการกฎหมาย "ธาริต" เป็นศิษย์เอกของ"ศ.ดร.คณิต ณ นคร" เพราะเคยนั่งหน้าห้องอัยการสุงสุด จนรู้ใจนายเป็นอย่างดี

และที่สำคัญ"ธาริต" รู้ธรรมชาติและนิสัยถาวรของ"นักข่าว" ได้ทะลุว่า นักข่าวต้องการอะไร และนักข่าวอยากรู้อะไร ?

ผลงานที่"ธาริต" ทำให้ อภิสิทธิ์-เทพเทือก มีประสิทธิภาพสูงมาก ไม่ว่าจะเป็น การตัดท่อน้ำเลี้ยงเสื้อแดง อย่างเบ็ดเสร็จ

จะว่าไป เทคนิค ตัดท่อน้ำเสี้ยง ของ"ธาริต" มาจาก อาจารย์ป้อม ดร.วีระพงษ์ บุญโญภาส ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จุฬาฯ และกูรูกฎหมายฟอกเงิน นั่นเอง

การแทงความเห็นไม่สั่งฟ้องคดีทีพีไอ.ไซฟ่อนเงิน ของดีเอสไอ. ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เรื่องใหญ่ๆ ร้อนๆ กว่านี้ ดีเอสไอ.ก็ทำมาแล้ว

ผลงานรายวันของ"ธาริต" ทำให้ ศัตรูของ"อภิสิทธิ์-เทพเทือก"เดือดดาล และ แค้นเคือง แบบสุดถึงขั้นขู่ปลดถ้าได้เป็นรัฐบาล

ความพยายามที่จะโค่น"ธาริต" มาจากทั่วสารทิศ ปมประเด็นเมียกับปริศนาเงิน 1.5 แสน เป็นเพียง น้ำจิ้ม จากนี้ไป จะมีการขุดประเด็นส่วนตัวของ"ธาริตและเมีย" ออกมาอีกเป็นซีรีย์

เร็ว ๆ วันนี้ อาจมีเรื่องที่ดินในนิคมปากช่องที่เขารวบรวมไว้ได้เป็นแปลงใหญ่ในราคาถูก และกำลังจะขายออกในราคาหลายร้อยล้าน ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่รอการเปิดโปงโดยศัตรูฝ่ายตรงข้ามที่เสียประโยชน์

แต่ถามว่า "ธาริต" กลัวไหมกับเรื่องพรรค์นี้ คำตอบคือ ...ไม่ยี่หระ(ว่ะ)

" 3 หมอดูชื่อดัง" ฟันธง ว่า ดวงชะตา ของธาริต ดีมาก จะรุ่งโรจน์และเจริญก้าวหน้า ไปอีกนาน เหตุนี้เองทำให้ ธาริต ฮึดสู้ไม่ถอย

ปัญหาที่กระทบประโยชน์ส่วนรวม มีเพียงประการเดียวคือ มาตรฐานวิชาชีพของ ดีเอสไอ. นั่นเองที่จะเสื่อมลง

"ธาริต" อาจเจริญก้าวหน้ามีอนาคต แต่ดีเอสไอ. จะค่อยๆ เสื่อมความนิยม และความน่าเชื่อถือ

ข้อมูลที่พิสูจน์สมมติฐานนี้ก็คือ คดีที่ส่งออกจาก ดีเอสไอ. ส่วนใหญ่ ไปไม่ถึงศาล เพราะสำนวนอ่อน อัยการไม่สั่งฟ้อง

นั่นอาจเป็นดัชนีชี้วัด คุณภาพของสำนวนในแฟ้ม ดีเอสไอ. จากยุคก่อตั้งจนถึงยุค"ธาริต"

"ธาริต" เองก็รู้ปัญหานี้ดี เพราะเขาเป็นคนยกร่างกฎหมายดีเอสไอ.มากับมือ เพียงแต่ว่า เขาจะมีเวลา คิดทบทวนปัญหานี้หรือไม่ ?


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1280830982&grpid=&catid=02